คลีโอพัตรา

posted on 09 Aug 2008 13:11 by kinview

อารยธรรมอิยิปต์โบราณ, ราชวงศ์พโตเลมี และคลีโอพัตรา

“คลีโอพัตรา” เป็นชื่อของ ราชินีสาว ฟาโรห์องค์สุดท้ายของอิยิปต์ ซึ่งเป็นวีรสตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนางหนึ่งในประวัติศาสตร์ ผู้ซึ่งได้พยายามต่อสู้อย่างสุดความสามารถด้วยทุกๆวิถีทาง เพื่อรักษาเอกราชของชาติบ้านเมืองไว้ จากการรุกรานแผ่ขยายอิทธิพลของ“อภิมหาอาณาจักรโรมัน” ชาติมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยุคนั้น ในระหว่างช่วงเวลา 50 ปีก่อนคริสตกาล นางเป็นหนึ่งในสามของผู้หญิงที่กล่าวกันว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในประวัติศาสตร์ (ตะวันตก) ซึ่งความงามของนางสามารถสยบแม่ทัพใหญ่และวีรบุรุษของพวกโรมัน ที่เป็นผู้ชายที่มีอำนาจมากที่สุดในโลกยุคนั้นให้ยอมคุกเข่าให้กับนางได้ถึงสองคน คือจูเลียส ซีซาร์ และมาร์ค แอนโทนี่ และมีผลทำให้อาณาจักรโรมันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยุคนั้นต้องแตกออกเป็นสองเสี่ยง เกิดเป็นสงครามกลางเมืองที่คนโรมันกับคนโรมันต้องฆ่ากันเองจนเลือดนองแผ่นดิน

อารยธรรมอิยิปต์โบราณเป็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ และเจริญรุ่งเรืองอยู่ในพื้นที่บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปอาฟริกา โดยเฉพาะตามแนวสองฟากฝั่งแม่น้ำไนล์ตั้งแต่ตอนกลางถึงตอนล่าง ซึ่งถือกำเนิดก่อนคริสตกาลประมาณกว่าสามพันปี ปกครองโดยระบบฟาโรห์ที่เชื่อว่าฟาโรห์ พระราชโอรสและพระราชธิดาต่างเป็นเทพเจ้าหรือเทพีแห่งโลกทั้งสิ้น ดังนั้นฟาโรห์จึงเป็นผู้ที่มีอำนาจเด็ดขาดสูงสุด พวกเขาเป็นผู้นำรัฐบาล เป็นผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศและการค้า พวกเขาเป็นผู้ร่างและใช้กฎหมาย นำกองทัพเข้าสู่สมรภูมิ และรับผิดชอบต่อการเก็บเกี่ยวพืชผล โดยได้มีการผลัดเปลี่ยนอำนาจในการปกครองอิยิปต์ของราชวงศ์ต่างๆอย่างสืบเนื่องกันมาตลอด

มหาปิรามิดแห่งกีซ่า เป็นปิรามิดที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่กรุงไคโรประเทศอิยิปต์ปัจจุบัน เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณเพียงสิ่งเดียวจาก 7 สิ่งที่ยังคงอยู่ในปัจจุบัน ประมาณกันว่าสร้างขึ้นเพื่อเป็นสุสานฝังพระศพของฟาโรห์คูฟู แห่งราชวงศ์ที่ 4 ของอิยิปต์โบราณ เมื่อประมาณ 2560 ปีก่อนคริสตกาลและเป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ที่มีความสูงที่สุดในโลกอยู่ประมาณ 3800 ปี

ราชวงศ์พโตเลมีของคลีโอพัตรานั้นปกครองอิยิปต์มาตั้งแต่ประมาณ 300 ปีก่อนคริสตกาล โดยมีปฐมกษัตริย์ต้นราชวงศ์คือกษัตริย์พโตเลมีที่หนึ่ง ซึ่งเป็นขุนพลคู่ใจคนหนึ่งของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชซึ่งมาจากแคว้นมาซิโดเนียของกรีกด้วยกัน เมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชกรีธาทัพเข้าไปในอิยิปต์เมื่อปี 322 ก่อนคริสตกาลนั้น พระองค์ทรงเห็นว่าเมืองหลวงเก่าคือเมมฟิส และทีเบสอยู่ไกลเกินไป จึงโปรดให้สร้างเมืองหลวงขึ้นใหม่โดยใช้ชื่อว่า “อเล็กซานเดรีย” ตามชื่อของพระองค์ แต่น่าเสียดายที่ยังไม่ทันสร้างเสร็จพระองค์ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน หลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว บรรดาแม่ทัพนายกองต่างๆตามหัวเมืองที่พระองค์กรีธาทัพผ่านมาก็แบ่งสันปันส่วนดินแดนกันเพื่อตั้งตัวเป็นใหญ่ พโตเลมีจึงประกาศตัวขึ้นเป็นกษัตริย์พโตเลมีที่หนึ่ง เป็นฟาโรห์แห่งอิยิปต์ทั้งเหนือและใต้ และมีการสืบราชสันตติวงศ์ต่อเนื่องกันมาจนถึงสมัยของคลีโอพัตรา ดังนั้นคลีโอพัตราซึ่งสืบเชื้อสายมาจากพโตเลมีที่หนึ่งจึงมิใช่ชาวอิยิปต์แท้โดยสายเลือด แต่เป็นเลือดผสมระหว่างกรีกกับอิยิปต์ (ตามตำนานว่าพระนางมีผิวสีน้ำผึ้ง เนื่องจากการผสมผสานระหว่างสายเลือดของกรีกกับสายเลือดของอิยิปต์ มิใช่ผิวขาวแบบชาวกรีก)

พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งแคว้นมาซิโดเนียของกรีก นักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ซึ่งตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ในการทำสงครามนั้นพระองค์ไม่เคยรบแพ้ใครเลย (รบร้อยครั้งชนะร้อยครา) ขณะเสด็จสวรรคตเมื่อพระชนมายุเพียง 32 พรรษานั้น อาณาจักรของพระองค์ทอดยาวกว้างใหญ่ตั้งแต่กรีก ไปทางตะวันออกครอบคลุม อนาโตเลีย ซีเรีย ฟีนิเซีย จูเดีย กาซ่า อิยิปต์ แบคเทรีย เมโสโปเตเมีย ไปจนถึงแคว้นปัญจาบของอินเดีย ก่อนเสด็จสวรรคตนั้นพระองค์ได้กำหนดแผนการแล้วว่าจะทรงขยายอิทธิพลทางการทหารและการค้าเข้าไปในคาบสมุทรอารเบีย จากนั้นจะหันกลับไปทางตะวันตกสู่คาเธจ โรม และคาบสมุทรไอบีเรีย (แม้ว่าเป้าหมายเริ่มแรกของพระองค์นั้น ต้องการจะไปให้ถึงสุดเขตโลกทางทิศตะวันออกตามที่ได้เล่าเรียนมาจากพระอาจารย์ของพระองค์ “อริสโตเติล” ก็ตาม) นักประวัติศาสตร์ยกย่องว่าพระองค์เป็นผู้ที่นำโลกตะวันออกมาพบกับโลกตะวันตก ทำให้เกิดการหลอมรวมกันในทางสร้างสรรค์ให้กับศิลปะวิทยาการ และอารยธรรมของมนุษยชาติเป็นอันมาก พระองค์สนับสนุนให้ทหารในกองทัพแต่งงานมีครอบครัวกับผู้หญิงในดินแดนที่ทรงกรีธาทัพผ่านไป และพระองค์เองก็ได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงต่างเชื้อชาติสองพระองค์ด้วยกัน ภาพด้านขวาเป็นประภาคารริมทะเลเมดิเตอเรเนียนที่เมืองอเล็กซานเดรีย ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดของโลกยุคโบราณสูง 34 ชั้น (ประมาณ 400 ฟุต) ซึ่งเป็นเครื่องนำทางเรือทั่วท้องทะเลเมิดิเตอเรเนียนให้มาติดต่อค้าขายกับเมืองแห่งอำนาจและความรู้ของคลีโอพัตราแห่งนี้ (ภาพนี้เขียนขึ้นจากข้อมูลบันทึกในประวัติศาสตร์ และข้อมูลที่ได้จากทรากปรักหักพังซึ่งค้นพบในภายหลังที่ก้นทะเลเมดิเตอเรเนียน ชายฝั่งเมืองอเล็กซานเดรียปัจจุบัน)          เมืองอเล็กซานเดรียในอดีต นอกจากจะเป็นเมืองหลวงของอิยิปต์ในยุคราชวงศ์พโตเลมีแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมและการเรียนรู้ที่มีชื่อเสียงอีกด้วย โดยมีหอสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลกยุคนั้นตั้งอยู่ และมีนักปราชญ์จากทั่วโลกในยุคโบราณเข้ามาใช้ประโยชน์เป็นจำนวนมาก

3. ความอ่อนแอในยุคปลายของราชวงศ์พโตเลมี

เนื่องจากพื้นที่ของอิยิปต์เป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณ์และมั่งคั่งยิ่งนัก โดยเฉพาะในบริเวณสองฝั่งลุ่มแม่น้ำไนล์จนถึงดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ทุกๆฤดูร้อนน้ำจะเอ่อท่วมล้นสองฝั่งนำพาแร่ธาตุสารอาหารต่างๆมาตกตะกอนไว้ ทำให้การเพาะปลูกพืชได้ผลดีมาก และยังอุดมด้วยแร่ธาตุและทรัพยากรธรรมชาติต่างๆอีกด้วย จึงมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล กลายเป็นที่หมายตาของประเทศต่างๆที่ต้องการจะเข้ามายึดครอง.ในขณะเดียวกันประเพณีการสืบราชบัลลังก์ของอิยิปต์ที่กำหนดให้ พี่น้องชายหญิงต้องแต่งงานกันเองเพื่อร่วมกันปกครองระหว่างฟาโรห์กับราชินีนั้นมีผลทำให้พี่น้องแบ่งออกเป็นฝักเป็นฝ่าย และมีการต่อสู้ฆ่าฟันกันเองเป็นศึกสายเลือดมาตลอด ทำให้ระบบการปกครองอ่อนแอลงเรื่อยๆจนกระทั่งพวกขุนนางที่ไม่ดีบางกลุ่มสามารถครอบงำราชวงศ์ได้ เกิดปัญหาการเสื่อมโทรมทางศีลธรรม การทุจริตคอรัปชั่น การกดขี่ขูดรีดภาษีอย่างหนักจากราษฎร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเงาแห่งอำนาจของโรมันเริ่มแผ่ขยายเข้ามาทางภาคตะวันออกมากขึ้นทุกขณะ และให้ความสนใจอิยิปต์มากเพราะเป็นประเทศที่มั่งคั่งร่ำรวยที่สุดในบรรดาประเทศต่างๆรอบทะเลเมดิเตอเรเนียน และสามารถใช้เป็นแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงคนโรมันได้ทั้งประเทศทีเดียว

แผนที่แสดงที่ตั้งของอิยิปต์ซึ่งเป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์และมั่งคั่งที่สุด ในภูมิภาค ทำให้กลายเป็นที่หมายตาของประเทศต่างๆซึ่งต้องการจะเข้ามายึดครองเป็นเมืองขึ้น

การรบราฆ่าฟันกันเองในราชวงศ์พโตเลมีทำให้ระบบการปกครองอ่อนแอลง เปิดโอกาสให้คนชั่วมีโอกาสครอบงำราชวงศ์และมีอำนาจในการบริหาร และเกิดการทุจริตคอรัปชั่นระบาดไปทั่ว มีการกดขี่ขูดรีดภาษีราษฎรเป็นจำนวนมากทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า และที่ร้ายที่สุดคือคนในราชวงศ์เองชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน โดยในการแย่งชิงราชบัลลังก์ระหว่างพี่น้องนั้นฟาโรห์พโตเลมีที่สิบเอ็ดได้ติดสินบน และให้คำมั่นสัญญาว่าจะมอบทรัพย์สมบัติจำนวนมหาศาลให้โรม เพื่อตอบแทนกับการสนับสนุนให้ตนได้ครองราชบัลลังก์ เมื่อได้ครองราชบัลลังก์แล้วจึงต้องขูดรีดภาษีจากราษฎรเป็นจำนวนมาก เพื่อจ่ายให้กับพวกโรมันตามที่ได้สัญญาไว้ และเมื่อพโตเลมีที่สิบสองบิดาของคลีโอพัตราขึ้นครองราช ก็พบว่าตัวเองต้องแบกภาระหนี้สินอันมหาศาลต่อจากบิดา จนในที่สุดจึงได้เกิดการกบฏขึ้นโดยขุนนางกลุ่มหนึ่งร่วมกับราษฎรที่ไม่พอใจระบอบการปกครอง ทำให้ฟาโรห์พโตเลมีที่สิบสองต้องหนีไปโรมเพื่อขอกำลังทหารจากโรมมาช่วยกู้บัลลังก์ของตนคืน   และเมื่อได้บัลลังก์คืนแล้วโรมก็ยังคงวางกำลังทหารไว้ในอเล็กซานเดรียต่อไป โดยอ้างว่าเป็นการช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยให้อิยิปต์ และดำเนินการเก็บภาษีจากประชาชนเองเพื่อส่งให้โรมโดยตรง อิยิปต์จึงอยู่ในสภาพกึ่งเป็นเมืองขึ้นของโรมันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดังนั้นคลีโอพัตราจึงเติบโตขึ้นมาในราชสำนัก ท่ามกลางสถานการณ์ที่ได้รับการขู่เข็ญคุกคามจากพวกโรมันมาโดยตลอด ทางเดียวที่จะรักษาเอกราชของประเทศไว้ได้ก็คือบิดาของนางต้องหาทางเอาใจโรมอยู่ตลอดเวลาซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะพวกโรมันต้องการจะปกครองโลกในบริเวณรอบทะเลเมดิเตอเรเนียนทั้งหมด

4. ราชินีสาว นางพญาแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์

คลีโอพัตรา ฟาโรห์องค์สุดท้ายของอิยิปต์

หลังจากที่พโตเลมีที่สิบสองได้ราชบังลังก์คืนจากการช่วยเหลือของกองทัพโรมัน ไม่นานก็เสียชีวิตลง และมีพินัยกรรมยกราชสมบัติให้คลีโอพัตราครองในฐานะราชินีคู่กับพโตเลมีที่สิบสาม ซึ่งเป็นน้องชายคนรองของนาง (ตามกฏมณเฑียรบาลของอิยิปต์ ที่ฟาโรห์จะต้องอภิเษกสมรสกับพระพี่นางหรือพระน้องนางเพื่อปกครองอิยิปต์ร่วมกัน) อย่างไรก็ตามบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ที่ครอบงำการบริหารราชสำนักอยู่นั้น ไม่ชอบคลีโอพัตราเพราะนางเฉลียวฉลาดรู้ทันพวกเขา ทำให้พวกเขาไม่สามารถเชิดนางเป็นหุ่นได้เหมือนน้องชายของนางซึ่งยังเยาว์วัยอยู่มาก จึงยุแหย่พโตเลมีน้องชายของนางให้เกลียดชังนาง และปล่อยข่าวเสียหายว่านางมีใจเอนเอียงสมคบกับพวกโรมันมาขูดรีดภาษีคนอิยิปต์ไปให้โรมันทำให้ราษฎรพากันไม่พอใจ และก่อการประท้วงขับไล่นางออกไปจาก อเล็กซานเดรียซึ่งเป็นเมืองหลวงในขณะนั้น

คลีโอพัตราหนีออกจากอเล็กซานเดรียไปยังซีเรีย และด้วยความสนับสนุนจากซีเรียซึ่งเคยเป็นหนี้บุญคุณนางมาก่อนจึงสามารถจัดสร้างกองทัพของนางขึ้นได้ และกำลังเตรียมการจะกลับมาทวงสิทธิอำนาจของนางคืน ก็พอดีอาณาจักรโรมันเองก็กำลังเกิดสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ขึ้นระหว่างนักการเมืองและแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ของโรมที่เป็นคู่แข่งกันสองคนคือ จูเลียส ซีซาร์ และปอมเปย์ แมกนัส และเกิดการรบขั้นแตกหักที่สมรภูมิฟาซาเลียในกรีก ซึ่งกองทัพของซีซาร์มีชัยเหนือกองทัพของปอมเปย์ ตัวปอมเปย์เองต้องหนีลงเรือไปที่อิยิปต์เพื่อขอลี้ภัยและหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากพโตเลมีที่ 13 ในการสร้างกองทัพขึ้นมาใหม่เพื่อกลับไปต่อสู่กับซีซาร์อีกครั้งเนื่องจากปอมเปย์เคยให้ความช่วยเหลือแก่พระราชบิดาของพโตเลมี ในการชิงอำนาจคืนจากพวกกบฏก่อนหน้านี้ และเขายังได้รับมอบหมายจากพระราชบิดาของพโตเลมีที่ 13 ให้เป็นผู้ปกครองเขาอีกด้วย อย่างไรก็ตามบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ที่ห้อมล้อมพโตเลมีที่ 13 ลงความเห็นว่าอิยิปต์จำเป็นต้องเลือกข้างให้ถูกมิฉะนั้นอาจประสบหายนะถูกยึดครองเป็นเมืองขึ้นของโรมได้ พวกเขาลงความเห็นว่าปอมเปย์นั้นหมดวาสนาแล้วในขณะที่จูเลียส ซีซาร์กำลังมาแรงและเป็นผู้มีอำนาจสูงที่สุดในมหาอาณาจักรโรมัน ดังนั้นแทนที่จะให้ความช่วยเหลือปอมเปย์พวกเขากลับสังหารปอมเปย์ทันทีที่ก้าวเท้าขึ้นมาบนแผ่นดินอิยิปต์และตัดศรีษะปอมเปย์ไว้เพื่อส่งมอบให้จูเลียส ซีซาร์เป็นการเอาใจต่อไป

ซีซาร์ติดตามปอมเปย์มาถึงเมืองอเล็กซานเดรีย และได้รับศรีษะของปอมเปย์จากพโตเลมีที่สิบสามเพื่อเป็นการเอาใจซีซาร์ และหวังให้ซีซาร์ช่วยพระองค์จัดการกับคลีโอพัตราที่กำลังตั้งกองกำลังเตรียมทำศึกกับตนอยู่ แต่แทนที่ซีซาร์จะพอใจซีซาร์กลับเห็นว่าเป็นการกระทำที่โหดร้ายทารุณเกินไป และเป็นการไม่ให้เกียรติให้กับปอมเปย์ซึ่งเป็นนักรบวีรบุรุษคนหนึ่งของโรม และในคืนนั้นคลีโอพัตราได้วางแผนเข้าพบซีซาร์ โดยการให้คนรับใช้ของนางนำของขวัญมาส่งให้ซีซาร์ โดยบอกว่าเป็นของที่คลีโอพัตราต้องการมอบให้กับซีซาร์  ซีซาร์นั้นมีความสนใจและต้องการพบคลีโอพัตราอยู่แล้ว เพราะเขาได้ยินกิติศัพท์เลื่องลือเรื่องความงดงาม เฉลียวฉลาด และความรอบรู้ของเจ้าหญิงน้อยองค์นี้มานานแล้ว และเมื่อเขาคลี่พรมออกก็ได้พบกับคลีโอพัตราซึ่งม้วนตัวออกมาจากพรม ซีซาร์รู้ได้ทันทีว่านี่คือเจ้าหญิงน้อยที่เขาอยากพบมานานแล้วนั่นเอง

 

เมื่อซีซาร์คลี่พรมออกก็ได้พบคลีโอพัตราซึ่งม้วนตัวออกมา เข้ารู้ทันทีว่านี่คือ “คลีโอพัตรา” ที่เขาเคยได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้วว่านางเป็นเจ้าหญิงที่ทั้งสวยทั้งฉลาดปราดเปรื่องยิ่ง

ขณะนั้นซีซาร์อายุห้าสิบกว่าปีแล้ว ในขณะที่คลีโอพัตราอายุประมาณ 19 ปีเท่านั้นเอง ซีซาร์รู้สึกทึ่งและประทับใจในความงดงามของนางยิ่งนัก ทั้งๆที่ตามความเป็นจริงแล้ว ซีซาร์มีประวัติเป็นเสือผู้หญิงชั้นแนวหน้าคนหนึ่งทีเดียว และก็เคยพบเห็นสตรีงามมามากมายหลายเชื้อชาติหลายประเทศหลายเผ่าพันธุ์ แต่เขาไม่เคยพบใครที่มีเสน่ห์น่ารักเช่นนางเลย บันทึกในตำนานบางเล่มบอกว่าเขาถึงกับอ้ำอึ้งไปครู่หนึ่งด้วยความประทับใจในความงดงามของคลีโอพัตรา ตำนานบอกว่าทั้งสองได้ร่วมหลับนอนกันภายในคืนแรกที่ได้พบกันนั้น ซึ่ง ณ เวลานั้นนางยังเป็นหญิงพรหมจรรย์อยู่ (การแต่งงานกับน้องชายของนางนั้นเป็นเพียงพิธีก